Economy

เศรษฐกิจ

  •  
  •  
  •  
  •  
    ข้อมูลเกี่ยวกับอิสราเอล
    เศรษฐกิจ
           
               การเพิ่มขึ้นในแง่บวกของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศอิสราเอล วัดได้จากอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในพ.ศ. 2543  ซึ่งเท่ากับร้อยละ 6.4   ระดับความมั่นคงที่ลดลงเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวในกิจกรรมธุรกิจเกือบทุกด้านในอิสราเอล  พ.ศ. 2544  จีดีพีมีอัตราลดลงอย่างเด่นชัดซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี  อัตราแท้จริงของการเติบโตคือ ต่ำกว่าร้อยละ 0.6  ทำให้อิสราเอลตกอยู่ในช่วงวิกฤต และแตกต่างจากสมัยรุ่งเรืองถึงขีดสุด ในช่วงพ.ศ. 2534-2538 ซึ่งเป็นระยะที่จีดีพีพุ่งตัวอย่างรวดเร็วในตลาดโลก  จีดีพีต่อคนพ.ศ. 2543 เท่ากับ 17,600 ดอลลาร์สหรัฐ  ซึ่งจัดเป็นอันดับที่ 22 ของโลก แต่ในปี 2544 ระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อคน ตกลงไปอยู่ที่ 17,000 ดอลลาร์สหรัฐ     
     

     

    สิ่งท้าท้ายและความสำเร็จ
    ผลสำเร็จ 6 ประการ
     
            สถานการณ์ความปลอดภัยในประเทศส่งผลให้การคาดการณ์ว่าพ.ศ. 2543 ระดับเศรษฐกิจของ อิสราเอลจะโดดเด่นขึ้นมาในสถิติเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเป็นไปไม่ได้  อย่างไรก็ดีนับว่าเป็นปีแรกที่ ระดับอัตราเงินเฟ้อเท่ากับศูนย์  ระดับจีดีพีมีการเคลื่อนไหว และอัตราการขาดดุลในการชำระเงินลดลง อย่างมาก ถึงแม้จะมีปัญหาด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ  ผลสัมฤทธิ์ในอดีตก็ยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่
             - อิสราเอลอยู่ในอันดับ 4 ต่อจาก สหรัฐอเมริกา ฟินแลนด์ และสิงคโปร์ ในการประชุมโลกว่าด้วย      เรื่องดัชนีสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งดูแลการเข้าไปมีบทบาทของประเทศต่าง ๆ ด้านนวัตกรรม ทางเทคโนโลยีและสถานภาพของบริษัทที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่  นอกจากนี้ยังจัดอยู่ในระดับสูงของดัชนี การพัฒนาของมนุษย์ และความเจริญก้าวหน้าโดยทั่วไปในระยะยาวในหมู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งประเมินโดยองค์การสหประชาชาติ
             - รับชาวยิวพลัดต่างถิ่นเข้ามาในประเทศกว่าหนึ่งล้านคนในช่วงสิบปีที่ผ่านมา  และเพิ่มแรงงาน พลเรือนภายในประเทศจาก 1.65 ล้านในพ.ศ. 2533 เป็น 2.52 ล้านคนในพ.ศ. 2544
             - ควบคุมเงินเฟ้อ จากอัตราร้อยละ 445 ในพ.ศ. 2527 เหลืออยู่เพียงร้อยละ 21 ในพ.ศ. 2532 และ เหลือเป็นร้อยละศูนย์ ในปี 2543 ส่วนในปีถัดมาอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 1.4
             - การลดลงของหนี้ต่างประเทศจากร้อยละ 25 เหลืออยู่ที่ระดับต่ำกว่าร้อยละ 3 ของอัตราจีดีพี ระหว่างพ.ศ. 2538-2544  หรือจาก 20,000 ล้านเหรียญ สหรัฐ ให้เหลือเพียง 3,050 ล้านเหรียญสหรัฐ
             - เงินลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ช่วยกระตุ้นระดับจีดีพีและเร่งการส่งออก) จาก 175 ล้านเหรียญสหรัฐ ในพ.ศ. 2530 เป็น 5,800 ล้านเหรียญสหรัฐ  ในพ.ศ. 2540 และ 9,400 ล้านเหรียญ สหรัญ ในพ.ศ. 2543 แต่ในพ.ศ. 2544 ตัวเลขลดลง 2 ใน 3 เหลือเพียง 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ
             - ตัวเลขการส่งออกด้านอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จาก 1,090 ล้าน เหรียญสหรัฐ ในพ.ศ. 2534 เป็น 28,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2543 (ถึงแม้ว่าตัวเลขในปี 2544 ลดลงเหลือเพียง 27,100 ล้านเหรียญสหรัฐ) 
     

     

     

     
     
     
    การค้าต่างประเทศ
            อิสราเอลเป็นประเทศที่ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและมีตลาดภายในประเทศค่อนข้างจำกัด จึงต้องพึ่งการส่งออกอย่างมาก  ทรัพยากรส่วนใหญ่ภายในประเทศใช้ไปเพื่อประกอบสินค้าส่งออกทางอุตสาหกรรม ตลอดเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมามูลค่าของทรัพยากรเหล่านี้สูงขึ้นเกือบ 2,200 เท่าของค่าเงินในปัจจุบัน กล่าวคือ เพิ่มจาก 13 ล้านเหรียญสหรัฐในพ.ศ. 2493 เป็น 52 ล้านเหรียญสหรัฐในพ.ศ. 2498  และเพิ่มเป็น 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐในพ.ศ. 2518  ส่วนในพ.ศ. 2528 มูลค่าของสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 5,600 ล้าน เหรียญสหรัฐ และในปี 2543 ตัวเลขสูงขึ้นถึง 28,300 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในปีถัดไป  มูลค่าลดลงอยู่ที่ 25,700 ล้านเหรียญสหรัฐ
            ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประมาณร้อยละ 70 ของสินค้านำเข้าทั้งหมดซึ่งมีมูลค่า 31,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นวัตถุดิบและเชื้อเพลิง และร้อยละ 42 ของสินค้านำเข้าเหล่านี้มาจากสหภาพยุโรป ร้อยละ 23 จากสหรัฐอเมริกา และร้อยละ 15 จากเอเชีย ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 20 มาจากประเทศอื่น ๆ  ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 32 ของสินค้าที่ส่งไปยัง  ร้อยละ 32 ไปสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 16 ไปเอเชีย และอีกร้อยละ 20 ของสินค้าที่เหลือ ส่งไปประเทศต่าง ๆ  ในช่วงพ.ศ. 2533-2542 สินค้าอุตสาหกรรมของอิสราเอลที่ส่งไปสหรัฐอเมริกา สูงกว่าสินค้าที่นำเข้ามาจากที่นั่น และยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยไม่รวมถึงการส่งออกเพชร
     
     
     
     

     

    ดุลย์การชำระเงิน

           
     
     
              ปัญหาตลอดกาลของการเสียดุลย์ทางการค้าคือ อิสราเอลต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อที่จะทำให้ประเทศเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบันก็บรรลุเป้าหมายได้ 4 ประการแล้ว  ในปีนี้มูลค่าการนำเข้ามีจำนวนมาก แต่มีการส่งออกเพียงเล็กน้อย  แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของอิสราเอล ยังขึ้นอยู่กับต่างประเทศ  ดังนั้นนโยบายหลักของรัฐบาลทุกชุดที่เข้ามาบริหารประเทศคือ ความพยายามที่จะทำให้ประเทศสามารถพึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ นั่นคือ ใช้เงินจากการส่งออกเป็นทุนในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
            ในช่วง 50 ปีแรกของการสถาปนาประเทศ การขาดดุลย์ทางการค้าได้เพิ่มขึ้นถึง 28 เท่าของค่าเงิน ปัจจุบัน นั่นคือ จาก 280 ล้านเหรียญสหรัฐในพ.ศ. 2493 เป็น 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐในพ.ศ. 2538 แต่ลดลง เหลือ 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐในพ.ศ. 2544  อย่างไรก็ดีอัตราการเสียดุลย์ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป  ในขณะที่พ.ศ. 2493 รายได้จากการส่งออกมีส่วนช่วยซื้อสินค้านำเข้าเพียงร้อยละ 14  ในพ.ศ. 2503 อัตราส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 51  และในพ.ศ. 2533 ตัวเลขอยู่ที่ร้อยละ 78  การปรับตัวดีขึ้นและการค่อย ๆ ลดต่ำลงของหนี้ต่างประเทศหยุดชะงักไป ในช่วงพ.ศ. 2533-2542  อันเนื่องมาจากความจำเป็นที่ต้องเร่งสั่งสินค้าเข้า เพื่อไปช่วยยกระดับจีดีพีและลดจำนวนคนว่างงาน  อย่างไร ก็ดีอัตราการส่งออกและนำเข้าพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 89 ในพ.ศ. 2544 
     


     


     

     

     

    การค้าต่างประเทศ
            อิสราเอลเป็นประเทศที่ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและมีตลาดภายในประเทศค่อนข้างจำกัด จึงต้องพึ่งการส่งออกอย่างมาก  ทรัพยากรส่วนใหญ่ภายในประเทศใช้ไปเพื่อประกอบสินค้าส่งออกทางอุตสาหกรรม ตลอดเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมามูลค่าของทรัพยากรเหล่านี้สูงขึ้นเกือบ 2,200 เท่าของค่าเงินในปัจจุบัน กล่าวคือ เพิ่มจาก 13 ล้านเหรียญสหรัฐในพ.ศ. 2493 เป็น 52 ล้านเหรียญสหรัฐในพ.ศ. 2498  และเพิ่มเป็น 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐในพ.ศ. 2518  ส่วนในพ.ศ. 2528 มูลค่าของสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 5,600 ล้าน เหรียญสหรัฐ และในปี 2543 ตัวเลขสูงขึ้นถึง 28,300 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในปีถัดไป  มูลค่าลดลงอยู่ที่ 25,700 ล้านเหรียญสหรัฐ
            ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประมาณร้อยละ 70 ของสินค้านำเข้าทั้งหมดซึ่งมีมูลค่า 31,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นวัตถุดิบและเชื้อเพลิง และร้อยละ 42 ของสินค้านำเข้าเหล่านี้มาจากสหภาพยุโรป ร้อยละ 23 จากสหรัฐอเมริกา และร้อยละ 15 จากเอเชีย ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 20 มาจากประเทศอื่น ๆ  ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 32 ของสินค้าที่ส่งไปยัง  ร้อยละ 32 ไปสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 16 ไปเอเชีย และอีกร้อยละ 20 ของสินค้าที่เหลือ ส่งไปประเทศต่าง ๆ  ในช่วงพ.ศ. 2533-2542 สินค้าอุตสาหกรรมของอิสราเอลที่ส่งไปสหรัฐอเมริกา สูงกว่าสินค้าที่นำเข้ามาจากที่นั่น และยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยไม่รวมถึงการส่งออกเพชร